ลูกล้มข้อศอกกระแทก อย่าชะล่าใจ! เรื่องจริงของ "กระดูกข้อศอกส่วนนอกหัก" ที่พ่อแม่ต้องรู้
ลูกล้มข้อศอกกระแทก อย่าชะล่าใจ! เรื่องจริงของ "กระดูกข้อศอกส่วนนอกหัก" ที่พ่อแม่ต้องรู้
"หมอครับ น้องแค่ล้มจากเครื่องเล่นเบา ๆ เองครับ คิดว่าแค่เคล็ดขัดยอก ทายาเดี๋ยวก็หาย แต่นี่ผ่านไปสองวันแล้ว ลูกยังบ่นเจ็บแล้วก็งอแขนไม่ได้เลย"
นี่คือคำบอกเล่าจากคุณพ่อท่านหนึ่ง ที่พา "น้องกล้า" เด็กชายวัย 6 ขวบ เข้ามาหาหมอที่คลินิกด้วยอาการข้อศอกบวมเป่ง น้องกล้านั่งหน้าซึม ประคองแขนข้างขวาไว้แน่น ไม่ยอมให้ใครโดน เพราะความเจ็บปวด
จากประวัติการล้ม ดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุทั่ว ๆ ไปที่เด็กซน ๆ มักจะเจอกัน แต่เมื่อหมอได้ตรวจดูอย่างละเอียดและส่งไปเอกซเรย์ ผลปรากฏว่าไม่ใช่แค่เรื่องฟกช้ำดำเขียวธรรมดาครับ แต่เป็น "กระดูกข้อศอกส่วนนอกหัก" ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด และถ้าได้รับการรักษาช้าไปเพียงนิดเดียว อาจส่งผลต่อแขนของน้องไปตลอดชีวิต
เรื่องราวของน้องกล้าไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ เป็นเคสที่หมอเจอได้บ่อยมาก วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง ให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงภัยเงียบของอุบัติเหตุในเด็ก ที่เราไม่ควรประมาทครับ
กระดูกข้อศอกส่วนนอกหัก คืออะไร?
ในเด็กที่กำลังซน วัยประถมต้นหรืออนุบาล กระดูกของพวกเขายังมีการเจริญเติบโตอยู่ครับ ตรงข้อศอกจะมีปุ่มกระดูกอยู่หลายปุ่ม แต่ปุ่มที่สำคัญมากและมักจะหักบ่อยเป็นอันดับ 2 ของข้อศอกเด็ก คือ "ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก" (Lateral Condyle)
กระดูกชิ้นนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อแขนท่อนล่างที่ใช้ในการกระดกข้อมือ และที่สำคัญคือ มันเป็นส่วนหนึ่งของผิวข้อศอก ถ้ากระดูกตรงนี้หักแล้วเคลื่อน หรือรักษาไม่ดี มันจะส่งผลให้ผิวข้อศอกไม่เรียบ และกระทบต่อ "ศูนย์การสร้างกระดูก" (Growth Plate) ที่ทำให้แขนยาวขึ้นและตรงตามปกติครับ
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก "การล้มแล้วเอามือยันพื้น" ในขณะที่ข้อศอกกางออก แรงกระแทกจะส่งผ่านจากมือขึ้นมาที่ข้อศอก ทำให้หัวกระดูกเรเดียส (กระดูกแขนท่อนนอก) ไปกระแทกกับปุ่มกระดูกนี้จนแตก หรือเกิดจากแรงดึงกระชากของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงขณะล้มจนกระดูกฉีกขาดครับ
อาการแบบไหน ที่พ่อแม่ต้องรีบพามาหาหมอ?
อาการของกระดูกข้อศอกส่วนนอกหัก บางครั้งอาจจะดูไม่รุนแรงมากในตอนแรก ทำให้พ่อแม่หลายท่านชะล่าใจ คิดว่าเป็นแค่เส้นพลิก หรือฟกช้ำ แต่อยากให้สังเกตจุดสำคัญดังนี้ครับ:
- บวมที่ข้อศอกด้านนอก: จะเห็นว่าข้อศอกด้านนอกดูนูนหรือบวมกว่าอีกข้างชัดเจน
- กดเจ็บ: เด็กจะเจ็บมากถ้าเราไปกดโดนปุ่มกระดูกด้านนอกของข้อศอก
- ขยับไม่ได้: เด็กมักจะไม่ยอมขยับข้อศอก ไม่ยอมเหยียดหรือพับแขน เพราะมันเจ็บ ลึก ๆ ข้างใน
- รอยช้ำ: อาจมีรอยเขียวช้ำเกิดขึ้นรอบ ๆ ข้อศอกหลังจากผ่านไปสักพัก
ถ้าลูกล้มแล้วร้องไห้หนักมาก หรือผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ยอมใช้แขนข้างนั้น ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับว่า "กระดูกอาจจะหัก" ควรพามาพบแพทย์ทันทีครับ
การตรวจวินิจฉัย: ทำไมบางทีเอกซเรย์ครั้งแรกถึงมองไม่เห็น?
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล หมอจะทำการตรวจร่างกาย ดูจุดกดเจ็บ และดูการขยับของข้อศอกครับ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการ เอกซเรย์ (X-ray)
ความยากของโรคนี้ในเด็กคือ กระดูกของเด็กส่วนใหญ่ยังเป็น "กระดูกอ่อน" ครับ ซึ่งกระดูกอ่อนจะมองไม่เห็นในฟิล์มเอกซเรย์ปกติ เราจะเห็นแค่ส่วนที่เป็นกระดูกแข็งเล็ก ๆ เท่านั้น บางครั้งรอยหักมันผ่าผ่านส่วนที่เป็นกระดูกอ่อน ทำให้ในฟิล์มเอกซเรย์ดูเหมือนปกติ หรือเห็นเป็นรอยร้าวเล็กนิดเดียว ทั้งที่ความจริงข้างในหักเยอะมาก
ในกรณีที่หมอยังสงสัยแม้อาการเอกซเรย์จะดูปกติ หมออาจจะแนะนำให้:
- เอกซเรย์เทียบกับแขนอีกข้าง เพื่อดูความแตกต่าง
- เอกซเรย์ในท่าพิเศษ (Oblique view) เพื่อหาแนวรอยหักให้เจอ
- ในบางกรณีที่ซับซ้อนจริง ๆ อาจต้องใช้การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือ อัลตราซาวด์ (Ultrasound) เข้ามาช่วย เพื่อดูแนวรอยหักของกระดูกอ่อนให้ชัดเจนที่สุดครับ
การรักษา: ต้องผ่าตัดไหม หรือแค่ใส่เฝือกก็พอ?
การรักษาขึ้นอยู่กับ "ความเคลื่อน" ของกระดูกครับ หมอจะพิจารณาจากฟิล์มเอกซเรย์เป็นหลัก โดยแบ่งแนวทางง่าย ๆ ดังนี้ครับ
1. กรณีกระดูกไม่เคลื่อน (Non-displaced fracture) ถ้าโชคดี รอยหักเป็นแค่รอยร้าว กระดูกยังประกบกันสนิทดี หรือเคลื่อนห่างกันน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร หมอจะใช้วิธี "ใส่เฝือกยาว" (Long arm cast) ตั้งแต่ต้นแขนลงมาถึงข้อมือ โดยจัดท่าข้อศอกและข้อมือให้เหมาะสมเพื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อ
- ระยะเวลาใส่เฝือกประมาณ 4–6 สัปดาห์
- ต้องมาเอกซเรย์ซ้ำทุกสัปดาห์ในช่วงแรก เพื่อเช็คให้ชัวร์ว่ากระดูกไม่ได้เลื่อนหลุดออกมาทีหลัง เพราะบ่อยครั้งที่หายบวมแล้วเฝือกหลวม กระดูกอาจจะขยับได้ครับ
2. กรณีกระดูกเคลื่อน (Displaced fracture) ถ้ากระดูกเคลื่อนห่างกันมากกว่า 2 มิลลิเมตร หรือมีการหมุนของชิ้นกระดูก (ซึ่งโรคนี้กระดูกชอบหมุนครับ เพราะโดนกล้ามเนื้อดึง) การใส่เฝือกอย่างเดียว เอาไม่อยู่ครับ และอันตรายมากหากปล่อยไว้ ในกรณีนี้ หมอจำเป็นต้อง "ผ่าตัด" ครับ
- ผ่าตัดเล็ก: ถ้าเคลื่อนไม่มาก อาจจะใช้การดึงจัดกระดูกแล้วยึดด้วยลวด (K-wire) ผ่านผิวหนัง โดยใช้เครื่องเอกซเรย์ในห้องผ่าตัดช่วยมอง
- ผ่าตัดเปิดแผล (Open Reduction): ส่วนใหญ่แล้วมักต้องใช้วิธีนี้ครับ คือเปิดแผลเข้าไปจัดเรียงกระดูกให้เข้าที่เป๊ะ ๆ 100% เพราะกระดูกส่วนนี้เป็นผิวข้อ ถ้าเรียงไม่เรียบ ข้อศอกจะเสื่อมไวในอนาคต จากนั้นหมอจะยึดด้วยลวดเหล็กเล็ก ๆ (K-wire) แล้วใส่เฝือกทับไว้อีกทีครับ
ทำไมต้องรีบรักษา? ผลเสียระยะยาวที่น่ากลัวกว่าที่คิด
หลายคนอาจสงสัยว่า "หมอครับ ปล่อยไว้ให้มันติดเองได้ไหม?" สำหรับกระดูกชิ้นนี้ หมอขอตอบด้วยความหวังดีว่า "ไม่ได้ครับ" เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ หรือรักษาไม่ดี จะเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวได้แก่:
- กระดูกไม่ติด (Non-union): เนื่องจากน้ำเลี้ยงกระดูกชิ้นนี้เข้ามาเลี้ยงยาก และมีน้ำไขข้อคอยชะล้างรอยหักตลอดเวลา ทำให้กระดูกมีโอกาสไม่ติดสูงมาก ถ้าไม่ได้รับการยึดให้แน่นหนา
- แขนกางผิดรูป (Cubitus Valgus): ถ้ากระดูกไม่ติด หรือติดผิดรูป กระดูกจะหยุดโตในฝั่งด้านนอก แต่ฝั่งด้านในยังโตต่อ ทำให้เมื่อโตขึ้น ข้อศอกจะค่อย ๆ แบะออกด้านนอก แขนจะดูงอ ๆ ผิดรูป
- เส้นประสาทถูกดึงรั้ง (Tardy Ulnar Nerve Palsy): นี่คือผลพวงจากข้อที่แล้วครับ เมื่อแขนกางออกผิดรูป เส้นประสาทที่วิ่งผ่านข้อศอกด้านในจะถูกดึงยืดออกเรื่อย ๆ เด็กอาจจะไม่มีอาการตอนเด็ก แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ อายุ 20–30 ปี จะเริ่มมีอาการชาที่นิ้วนางและนิ้วก้อย มืออ่อนแรง จนถึงขั้นมือลีบ (Claw hand) ได้ ซึ่งรักษายากมากในตอนนั้น
ดูแลลูกอย่างไร...เมื่อต้องใส่เฝือก?
สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกน้อยต้องใส่เฝือก หมอเข้าใจเลยครับว่าเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งการอาบน้ำ การกินข้าว การไปโรงเรียน หมอมีข้อแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ:
- ห้ามเฝือกเปียกน้ำ: เวลาอาบน้ำให้ใช้ถุงพลาสติกหุ้มแล้วพันเทปกาวให้แน่น ถ้าเฝือกเปียกจะทำให้ผิวหนังข้างในเปื่อยและติดเชื้อได้ง่าย
- ขยับนิ้วบ่อย ๆ: ให้ลูกกำแบมือ ขยับนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย บ่อย ๆ เพื่อลดอาการบวมและเช็คว่าเส้นประสาททำงานปกติ
- สังเกตอาการผิดปกติ: ถ้านิ้วบวมคล้ำ ชามาก หรือปวดในเฝือกจนทนไม่ไหว แม้กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย ให้รีบกลับมาโรงพยาบาลทันที ไม่ต้องรอวันนัด เพราะเฝือกอาจจะคับเกินไปจนกดทับเส้นเลือดได้ (Compartment Syndrome)
- ห้ามเอาไม้แหย่: เด็ก ๆ มักจะคันในเฝือกและชอบเอาไม้บรรทัดหรือดินสอแหย่ลงไปเกา ห้ามเด็ดขาดนะครับ! เพราะอาจทำให้เป็นแผลติดเชื้อใต้เฝือกโดยที่เรามองไม่เห็น
สรุป: การดูแลที่ใส่ใจ คือวัคซีนที่ดีที่สุด
อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ครับ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การสังเกตและใส่ใจของคุณพ่อคุณแม่คือด่านแรกที่จะช่วยลูกได้ กรณีของ "น้องกล้า" หลังจากผ่าตัดจัดกระดูกและใส่เฝือกดูแลอย่างดี ตอนนี้น้องกลับมาวิ่งเล่น ข้อศอกเหยียดตรง เคลื่อนไหวได้ปกติเหมือนไม่เคยหักมาก่อน
กระดูกข้อศอกส่วนนอกหักในเด็ก เป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ ดูเหมือนเล็กน้อยในฟิล์มเอกซเรย์ แต่เป็นเรื่องใหญ่ในการรักษา หมออยากฝากไว้ว่า "เจ็บข้อศอก บวม ขยับไม่ได้ อย่านิ่งนอนใจ รีบพาไปเอกซเรย์" การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะคืนแขนที่สมบูรณ์ให้ลูกรักของคุณไปตลอดชีวิตครับ
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวที่กำลังดูแลเจ้าตัวเล็กอยู่นะครับ เด็ก ๆ ฟื้นตัวไว ถ้าเราดูแลถูกวิธี หายวันหายคืนแน่นอนครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#กระดูกข้อศอกหัก #เด็กแขนหัก #กระดูกหักในเด็ก #ปวดข้อศอก #LateralCondyleFracture #หมอเก่งกระดูกและข้อ #หมอเก่งเชียงใหม่ #กระดูกและข้อเชียงใหม่ #อุบัติเหตุในเด็ก #คลินิกกระดูกและข้อ
เอกสารอ้างอิง (References)
- Skaggs DL, Mirzayan R. The posterior fat pad sign in association with occult fracture of the elbow in children. J Bone Joint Surg Am. 1999;81(10):1429-33.
- Song KS, Kang CH, Min BW, Bae KC, Cho CH, Lee JH. Closed reduction and internal fixation of displaced unstable lateral condylar fractures of the humerus in children. J Bone Joint Surg Am. 2008;90(12):2673-81.
- Abzug JM, Tibone JE, Teefey SA, Herman MJ. Magnetic resonance imaging of lateral condyle fractures of the humerus in children. J Bone Joint Surg Am. 2015;97(4):300-4.
- Tan SHS, Dartnell J, Lim AKS, Hui JH. Paediatric lateral condyle fractures: a systematic review. Arch Orthop Trauma Surg. 2018;138(6):809-17.
- Flynn JM, Sarwark JF, Waters PM, editors. Rockwood and Wilkins' fractures in children. 8th ed. Philadelphia: Wolters Kluwer; 2015.
Comments
Post a Comment